Title :: Can I love You? (사랑해도 됄까요?)
Part :: 1
Couple :: YunJae , YuSu .. Etc.
Category :: Romantic,Drama
Talk :: อ่า .. หยิบฟิควายเรื่องแรกมาปัดฝุ่นเสียใหม่ .. แต่งไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ค้างเติ่งอยู่สองสามเดือน คิดว่าได้เวลาที่ควรจะต่อซะที - -" เลยเอามาลงซะเลย
Warning :: ฟิคเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จริงหรือเจ้าของชื่อแต่โดยประการใด อ่านรายละเอียดที่เหลือได้ ที่นี่
- - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Part 1
เอ ..แล้วมันอยู่ตรงไหนล่ะเนี่ยริมฝีปากสวยได้รูปขยับขึ้นลงเล็กน้อยอยู่ตลอดเวลาขณะพึมพำเป็นรอบที่สิบ ขาทั้งสองข้างพาร่างของตนเองเดินวนไปวนมาหน้าร้านหนังสือแห่งหนึ่ง คิ้วเรียวขมวดมุ่นด้วยความเคร่งเครียดขณะจดจ่ออยู่กับกระดาษสี่เหลี่ยมแผ่นเล็กๆที่จดที่ตั้งของร้านมาจากคำกล่าวของชางมินผ่านทางโทรศัพท์[/b]
เป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยนนะแจจุง อยู่แถวๆบ้านฉัน วันนี้ฉันติดเรียนเลยไปส่งนายไม่ได้ แต่ฉันบอกคุณอาไว้แล้วล่ะนะ ตอนทุ่มนึงนายไปได้เลย
แล้วเจ้าตัวก็แค่บอกรายละเอียดของที่ตั้งมาอีกนิดๆหน่อยๆ หลังจากนั้นจึงรีบวางสายไปด้วยความเร่งร้อน ขณะที่แจจุงได้แต่ทำปากพะงาบ ๆ เมื่อลองโทรกลับไปก็พบว่าอีกฝ่าย .. ได้ปิดเครื่องไปเสียแล้ว และนั่นเป็นสัญญาณที่บอกว่า .. เขาต้องพึ่งตัวเองซะแล้ว
แต่นั่นอาจจะเป็นทางเลือกที่ไม่ดีนัก .. เพราะเจ้าร้านอาหารอิตาเลี่ยนที่ว่าไม่รู้ไปหลบอยู่ ณ ซอกมุมไหนของถนนสายนี้ นี้ก็ใกล้เวลาทำงานเข้าไปทุกที ๆ .. ขืนไปสายตั้งแต่วันแรกคงโดนหักเงินเดือนแน่ ๆ .. ลองโทรหาชางมินอีกสักรอบละกัน
ตี๊ดด ตี๊ดด ..
ฮัลโหลเมื่อได้ยินเสียงของเพื่อนรักดังออกมาจากปลายสายทำเอาเขาแทบจะร้องตะโกนด้วยความดีใจ มีอะไรแจจุง
ร้านอาหารที่นายว่าน่ะ .. มันอยู่ตรงไหน ฉันยังหาไม่เจอเลย
ก็ที่อยู่ที่ฉันให้นายไป ไม่เจอหรอ?
นายให้ฉันมาแค่นั้นน่ะนะ ใครจะไปรู้ล่ะ แถมชื่อร้านกับเบอร์โทรศัพท์นายยังจำไม่ได้ ให้ตายเหอะ
เออ ขอโทษเขาว่า
นี่ฉันเดินวนไปวนมาแถวนี้เป็นชั่วโมงแล้วนะ นี่มันก็จะทุ่มนึงอยู่แล้วด้วย ถ้าฉันไปสายต้องโดนหักเงินเดือนแน่ๆเลย โฮกกกกก
ก่อนที่คนหน้าสวยจะได้พล่ามอะไรไปมากกว่านี้ ชางมินจึงตัดสินใจพูดออกไปเพื่อเป็นการป้องกันหูของตนเอง .. ขืนได้ฟังแจจุงบ่นมีหวังหูชาไปข้างแหง ๆ
เอาล่ะคิมแจจุง .. ตอนนี้นายอยู่ที่ไหน
ก็อยู่ที่ ..แจจุงบอกชื่อถนนพร้อมกับตำแหน่งที่ตนยืนอยู่ไปอย่างละเอียดยิบ เสียงของคนปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง
นายได้ข้ามไปดูอีกฝั่งหรือยัง ที่ร้านอาหารเยอะๆน่ะ
และเจ้าตัวก็จึงประจักษ์ได้ว่ายังไม่ได้เดินไปยังฝั่งตรงข้ามที่มีร้านอาหารหลายร้านตั้งอยู่เรียงรายอย่างที่ชางมินว่า ซึ่งนั่นอาจจะรวมไปถึงที่ทำงานใหม่ของเขาด้วยก็เป็นได้ คิดได้ดังนั้นจึงกล่าวขอบคุณชางมินพร้อมกับวางสายไป รีบก้าวขาสวบๆไปยังทางข้ามทันที โดยที่แจจุงไม่ทันสังเกตว่ามีรถคันหนึ่งกำลังวิ่งฝ่าไฟแดงมาทางเขาด้วยความเร็วสูง
เอี๊ยดดด
เสียงเหยียบเบรกอย่างกะทันหันดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของแจจุง ด้วยอารามตกใจบวกกับความเร่งรีบ ทำให้ขาทั้งสองข้างพลันสะดุดพื้นถนน ก่อนร่างทั้งร่างจะลงไปจับกบกับพื้นอย่างสวยงาม ใบหน้าสวยหวานแดงซ่านด้วยความอาย พยายามพยุงตัวลุกขึ้นแต่ความเจ็บที่แล่นปราดมาจากหัวเข่าข้างขวาทำเอาเข้าตัวหน้าเบี้ยว ทรุดลงไปกองกับพื้นอีกรอบ
คุณครับ เป็นอะไรมากหรือเปล่าเจ้าของรถคันหรูรีบวิ่งลงมาจากรถเพื่อมาดูอาการคนข้างหน้าทันทีขอโทษทีนะครับ พอดีผมกำลังรีบใบหน้าคมเข้มเหวอไปเล็กน้อยเมื่อเห็นเลือดเริ่มซึมออกมาจากหัวเข่าของผู้เคราะห์ร้าย
ในตอนแรกเขาแทบจะแหวออกไปแล้วเชียวว่าขับรถประสาอะไร .. ไม่ดูสัญญาณไฟให้คนเดินเลยหรือไร แต่เมื่อหันไปสบสายตาที่มองมาด้วยความเป็นห่วง ถ้อยคำต่อว่าทั้งหมดดูจะถูกกลืนลงลำคอไปหมดแล้ว
วินาทีที่ทั้งคู่ได้สบตากัน .. ดูราวกับโลกจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ ดวงตาเรียวของฝ่ายตรงข้ามที่จ้องมาอย่างเป็นห่วงเป็นเป็นใยสบกับดวงตากลมโตคู่ใสที่คลอไปด้วยน้ำเนื่องด้วยความเจ็บจี๊ดที่เริ่มรู้สึกได้ ต่างฝ่ายต่างไม่พูดอะไรได้แต่จ้องตากันอยู่อย่างนั้น ริมฝีปากหนาของชายหนุ่มขยับขึ้นราวกับจะเอ่ยเอื้อนอะไรบางอย่างออกมา ก่อนที่แจจุงจะเป็นฝ่ายหลบสายตาออกมาก่อน
ไม่เป็นไรครับ ผมก็ไม่ทันมอง รีบเหมือนกัน ยังไงผมขอตัวก่อนนะครับแจจุงพยายามจะพยุงตัวยืนขึ้น แต่ใบหน้าหวานก็ต้อวเหยเกอีกรอบเมื่อรู้สึกว่าแผลเจ้าปัญหาจะเริ่มเจ็บมากขึ้นทุกที .. เลือดยังไหลออกไม่หยุด แถมยังมีรอยถลอกเต็มแขนเต็มขา .. เฮ้อ .. สงสัยต้องไปหาที่ล้างแผลซะแล้ว
ถ้ายังไง ให้ผมไปส่งไหม ?
ไม่ครับ ไม่เป็นไร ผมยังไหว ไปก่อนนะครับในที่สุดก็สามารถลุกขึ้นได้สำเร็จ แต่ก็ผ่านไปด้วยความทุลักทุเล เจ้าตัวก้มหัวหงึกหงักๆให้ร่างสูงหนึ่งครั้ง แล้วพาร่างของตนเองเดินกะเผลกๆไปยังฝั่งตรงข้ามได้อย่างปลอดภัย โดยมีสีหน้าอาลัยอาวรของชายหนุ่มเจ้าของรถมองตามมา
ร่างบางแวะเข้าห้องน้ำที่อยู่ข้างทางเพื่อจัดการล้างแผลให้เรียบร้อย ขณะที่กำลังเดินออกมาจากห้องน้ำสายตาก็มองหาร้านอาหารที่ว่าไปด้วย
อ้ะ ~ นั่นไงร้านอาหารอิตาเลี่ยน โฮกกก สวรรค์มาโปรดคิมแจจุงแล้ว T___T
โดยไม่รอช้า แจจุงรีบสาวเท้าเขาไปที่หน้าประตูร้านอย่างเร็วที่สุดเท่าที่ขาของตัวเองจะพาไปไหว .. อย่างน้อยเขาก็มางานตรงเวลาหนึ่งทุ่มพอดีเป๊ะ .. หวังว่าคงไม่โดนหักเงินเดือนนะ ..
เอ้อ ขอโทษนะครับ ผมมาทำงานพิเศษ เสียงหวานเอ่ยเรียกพนักงานต้อนรับที่ยืนอยู่หน้าร้าน เครื่องแต่งกายของพนักงานหญิงร้านนี้เป็นชุดเรียบๆ เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกระโปรงรอบตัวสีดำเพื่อความคล่องตัวและความรวดเร็ว เธอพยักหน้าอย่างเข้าใจในคำพูด ยิ้มให้เขาเล็กน้อยก่อนที่จะพาเดินไปข้างใน
เมื่อผลักประตูเข้าไปก็พบกับกรอบรูปอันใหญ่ที่บรรจุภาพสีน้ำมันของดอกลิลลี่สีขาวบริสุทธิ์ไว้ภายใน แสงไฟสีส้มที่ติดไว้ด้านบนกรอบรูปช่วยขับความงามของภาพวาดให้ออกมามากยิ่งกว่าเดิม ฝาผนังสีครีมอ่อนๆกับถนนก้อนกรวดเล็กๆที่เป็นทางเดินเข้าไปสู่ตัวร้านดูจะเข้าไปได้กับบรรยากาศคลาสสิกเล็กน้อยเป็นอย่างดี เสียงดนตรีบัลลาดเบาๆที่ขับกล่อมให้คนที่นั่งรับประทานอาหารอยู่สามารถเคลิ้มไปกับบรรยากาศได้ .. ในวันนี้มีคนไม่มากนักเนื่องจากเป็นวันที่เปิดร้านวันแรก แต่ดูเหมือนจากคำบอกเล่าของพนักงานสาวหน้าร้านที่บอกว่ามีลูกค้าเข้าร้านอย่างสม่ำเสมอ ก็ดูเหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับร้านอาหารอิตาเลี่ยนเปิดใหม่แห่งนี้
อ่า แจจุงใช่ไหมจ๊ะ?หญิงร่างท้วมท่าทางใจดีที่ยืนอยู่ที่เคาท์เตอร์ด้านในส่งยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร แจจุงพยักหน้าหงึกหงักแล้วกล่าวแนะนำตัว
ฮะ ผมชื่อคิมแจจุง ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับสิ้นเสียง พนักงานสาวหลายคนจึงละความสนใจจากการทำงานมาที่ชายหนุ่มทันที แต่ละคนจะทำหน้าประมาณว่าอา ~ ชายหนุ่มในฝัน ~~ .. เห็นแล้วแจจุงก็อดนึกเสียวสันหลังไม่ได้
ฉันชิมอิมนา เป็นอาของชางมินจ้ะ ยินดีที่ได้รู้จัก
เช่นกันฮะแจจุงก้มหัวเล็กน้อยเป็นเชิงเคารพ เมื่อฟังข้อตกลงต่างๆและจำนวนเงินที่จะได้รับในแต่ละครั้งเขาก็ยิ้มจนแก้มแทบปริ เพราะค่าตอบแทนที่ได้ดูจะมากกว่าจำนวนเงินที่เขาคิดไว้
อ้อ .. อิมนาพูดขึ้นอย่างนึกขึ้นได้ในขณะที่แจจุงกำลังจะเข้าไปเปลี่ยนชุดที่หลังร้าน .. ชุดพนักงานชายที่นี่ไม่แตกต่างจากพนักงานหญิงเท่าไหร่นัก ต่างกันแค่ของฝ่ายชายจะเป็นกางเกงขายาวสีดำเท่านั้น .. เขาหันหลังกลับมาฟังอีกครั้ง
ถ้าเย็นวันไหนแจจุงไม่ว่างหรือติดเรียนก็ไม่เป็นไรนะ โทรมาบอกอาได้
อ่า ครับ
อ้ะ ขาไปโดนอะไรมาคะนั่นพนักงานคนหนึ่งที่สังเกตเห็นแผลเหวอะหวะน่ากลัวบนหัวเข่าของแจจุงทักขึ้นเสียงดัง คนเจ็บตัวไม่พูดอะไร เพียงส่ายหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงไม่เป็นไรเท่านั้น
ไม่เป็นไรได้ยังไงกัน ล้างแผลหรือยังเนี่ยคุณอาของชางมินรีบกระวีกระวาดเดินออกมาจากเคาท์เตอร์ เมื่อเธอเห็นแผลนั่น ก็แทบจะเป็นลมด้วยความตกใจ
วันนี้อาให้เธอพักดีกว่า ไม่ต้องทำงานแล้ว ไม่ไหวหรอกแจจุง
แต่ ..ยังไม่ทันจะได้แย้ง อีกฝ่ายก็รีบชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน
ไม่มีแต่ เดี๋ยวอาโทรเรียกชางมินให้ออกมารับไปส่งที่บ้านดีกว่า ขืนเธอกลับเองมีหวังไม่ถึงบ้านแน่ๆ
ได้แต่พยักหน้าแล้วทำตาปริบๆเท่านั้น .. สิบนาทีต่อมารถของชางมินก็แล่นเข้ามาจอดที่หน้าร้าน โดยไม่รอช้า แจจุงจึงค่อยๆเดินไปขึ้นรถทันที โดยที่คุณอาอิมนาได้บอกก่อนไปว่าให้ขาหายก่อนแล้วเธอจึงจะอนุญาตให้เริ่มงานได้
เฮ้ย ขานายไปโดนอะไรมาร่างสูงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ .. ก็เล่นเป็นแผลที่เป็นรอยถากใหญ่ซะขนาดนั้น แล้วเลือดยังไหลอยู่ซิบๆ .. จะไม่ให้เขาตกใจได้ยังไง
หกล้ม
ฮะ ? อย่างนายเนี่ยนะ แล้วเรียนหมอภาษาอะไรถึงได้ปล่อยให้ขาตัวเองเป็นอย่างนี้ ทำไมไม่ทำแผลคิ้วหนาขมวดมุ่นกับคำตอบของคนข้างๆ
นี่ฉันก็ล้างแผลแล้ว แต่สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยให้ฉันทำแผลนิคนตัวเล็กเถียงกลับ แล้วฉันก็ไม่ได้ซุ่มซ่ามขนาดนั้นจนได้แผลนี่กลับมาหรอกน่า แค่ตกใจที่เกือบจะโดนรถชนเท่านั้นเอง ..จบประโยคชางมินก็เหยียบเบรกดังเอี๊ยดให้ร่างบางได้หน้าคะมำ โชคดีที่เป็นถนนสายเปลี่ยว มิฉะนั้นรถข้างหลังอาจจะขับมาชนก็เป็นได้
นี่ชิมชางมิน เมื่อกี้ฉันก็รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด หรือนายอยากให้ฉันตายมากหรือไงหา !!เสียงหวานตวาดแหวพร้อมกับเอามือไปทาบไว้ที่อก
เออ ขอโทษที ก็มันตกใจนี่นา ร่างสูงตอบกลับเสียงอ่อยๆ โชคดีที่นายรอดมาได้
เหอะ นึกว่านายจะอยากให้ฉันตาย เมื่อกี้ฉันจะตายวิ่งเข้าไปขวางรถให้มันตายๆไปเลย
เงียบไปครู่หนึ่ง .. ทันทีที่จบประโยค ..
อย่า .. ชางมินเค้นเสียงออกมาจากปากอย่างยากเย็น มือไม้เริ่มสั่นด้วยอารมณ์ผิดแปลก
อะ .. อะไร ..คนประชดเมื่อครู่ที่ทำให้บึ้งตึงแปรเปลี่ยนสีหน้าเป็นกังวล
อย่าพูดคำว่าตาย .. ต่อหน้าฉันสิ้นประโยค ภายในรถก็จมอยู่ในความเงียบอีกครั้ง แจจุงขยับตัวเล็กน้อยอย่างอึดอัด ก่อนจะทำลายความตึงเครียดด้วยการยื่นมือไปผลักไหล่คนข้างๆเบาๆทีหนึ่ง แล้วบีบเบาๆ
ไม่รู้เหมือนกันว่าชางมินจะโกรธทำไม .. แต่ยังไงก็ต้องทำให้อารมณ์ดีไว้ก่อนละกัน .. เพราะชิมชางมินยามโกรธน่ะ .. น่ากลัวยิ่งกว่าเวลาเขาโกรธเป็นสิบเท่าเลยล่ะ ..
เฮ้อ .. ก็ได้ ก็ได้ .. ฉันจะไม่พูดคำว่าตายอีก .. สัญญาก็ได้นิ้วก้อยเล็กๆถูกยื่นมาไว้ตรงหน้า ชางมินที่เริ่มสงบสติอารมณ์ได้ถอนหายใจดังเฮือก ยื่นนิ้วก้อยของตนมาเกี่ยวไว้แล้วเขย่าเบาๆ
สัญญาแล้วนะ .. ถ้านายฝ่าฝืนฉันจะทำยังไงดีเนี่ย ~~ เลี้ยงข้าวสักสิบจานเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ เป็นยังไงล่ะ ข้อเสนอของฉัน ไม่มากเกินไปใช่ไหมล่ะ
นี่ชิมชางมิน !!!ตวาดแหวเสียงดังอีกครั้งให้คนฟังสะดุ้งเฮือกเล่นๆ รีบชักนิ้วก้อยออกมาอย่างรวดเร็ว .. ไม่น่าปลอดภัย .. นั่นอาจจะเป็นคำที่ชางมินคิดได้อย่างเดียวเมื่อคิมแจจุงตวาด มันจะมากเกินไปหรือเปล่าเนี่ย ฮะ !
งั้นนายก็อย่าพูดสิ เอาเป็นว่าตามนั้น โอเค๊ ?? โอเคพูดเองเออเองเสร็จสรรพไม่ทันให้คนเจ้าอารมณ์พูดต่อ เริ่มเคลื่อนรถอีกครั้งเป็นสัญญาณที่ทำให้รู้ว่า .. ไม่ควรรบกวนคนที่กำลังใช้สมาธิกับการขับรถ
ชิ .. ฝากไว้ก่อนนะนาย ชิมชางมินพึมพำเบาๆขณะหลับตาลงอย่างอ่อนแรง แต่ก็ยังไม่ลืมสั่งคนขับรถเบาๆ ถึงบ้านแล้วปลุกด้วยก่อนลมหายใจอย่างสม่ำเสมอจะดังขึ้นพร้อมกับความเงียบ นั่นทำให้เขาได้รู้ว่า .. คนตัวเล็กได้เข้าสู่นิทราเรียบร้อยแล้ว
อย่าพูดคำว่าอยากตาย .. เพราะถ้านายตาย .. หัวใจของฉันจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร ..
- - - - - - - - - -
TBC